วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2556

รายการชีพจรโลก ตอน นาโนเทคโนโลยี 1

video
รายการชีพจรโลก ตอน นาโนเทคโนโลยี 1

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วันก่อนได้รับจดหมายตอบรับให้ไปร่วมนำเสนองาน (oral presentation) ในงาน the Fourth Annual meeting of The Society for the Study of Nanoscience and Emerging Technologies (S.NET) หรือเรียกสั้นๆว่า the 2012 S.Net  ซึ่งเป็นเครือข่ายผู้ที่ทำวิจัยด้านความก้าวหน้าทางนาโนเทคโนโลยีที่เกี่ยวพันกับมิติทางสังคม เช่น กลุ่มนักปรัชญา รัฐศาสตร์ กฎหมาย นวัตกรรมศึกษา นักสังคมวิทยา โดยหลายสถาบันจากทางยุโรป อเมริกา ละตินอเมริกาและเอเซีย (อินเีดีย) ได้รวมกลุ่มจัดการประชุมวิชาการโดยหมุนเวียนกันจัดตามสถาบันการศึกษาเช่น ในครั้งที่ 1 จัดที่ seattle, USA ครั้งที่ 2 ที่ Darmstad, Germany, ครั้งที่ 3 ที่ Arizona, USA และในครั้งนี้ที่ U. of Twente, the Netherlands โดยมี 6 หัวการประชุมได้แก่
1. การวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุบัติการณ์
2. นวัตกรรม การนำไปใช้เชิงเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุบัติการณ์
3. การบริหารจัดการ กฎหมาย การประเมินความเสี่ยงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุบัติการณ์
4. วิสัยทัศน์และวัฒนธรรม จริยธรรมและบทบาทของสื่อที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุบัติการณ์
5. ประเด็นสาธารณะ การสื่อสารและการมีส่วนร่วมของสังคม ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุบัติการณ์
6. รัฐศาสตร์และจริยศาสตร์ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุบัติการณ์
โดยจัดการประชุมระหว่างวันที่ 22-25 ตุลาคม 2555 ผู้เขียนก็หวังว่าคงได้ความรู้ข้อมูลใหม่ๆในกลุ่มนักวิจัยจากหลายพื้นที่่ที่จะนำมาแลกเปลี่ยนนำ้เสนอกันในงาน แล้วคงจะได้มีโอกาสมาเล่าให้ฟังกันต่อไป

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เปิดตัวแหล่งข้อมูลใหม่ด้านความปลอดภัยนาโน

ได้มีการเปิดตัว www.knownano.org ไปแล้วระยะหนึ่ง จากการบรรยายในงาน BOI Fair 2011 เมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา ของ ดร. เลอสรร ธนสุกาญจน์ ผอ.  ศูนย์จัดการข้อมูลข่าวสารและองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยนาโน  (NanoSafety Information Center of Thailand : NICT) ซึ่งคาดหวังว่าจะเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลที่สำคัญในอนาคตด้านการจัดการความรู้และความปลอดภัยด้านนาโนเทคโนโลยี สำหรับนักวิชาการและบุคคลที่สนใจทั่วไป โดยอาจารย์ เลอสรร ได้นำ้เสนอแนวทางการบริหารนโยบายความปลอดภัยด้านนาโน (nanosafety policy) ประกอบด้วยองค์ประกอบหลักๆ 3 อย่าง ตามลำดับคือ
1. การสร้างและบริหารจัดการความรู้ด้านความปลอดภัยนาโน
2. สร้างความเข้มแข็งและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และ
3. พัฒนาและส่งเสริมความเข้มแข็งของมาตรการและกลไกการกำกับดูแลและบังคับใช้ ซึ่งบทบาทและหน้าที่ของ NICT ในส่วนแรกคือ การทำ KM ด้านความปลอดภัยนาโนซึ่งก่อให้เกิดลักษณะ clearing house ที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในสังคมสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนและใชัประโยชน์ของข้อมูลเหล่านี้เพื่อกำหนดเอกภาพของทิศทางแนวปฏิบัติได้ในอนาคตสำหรับประเทศไทยต่อไป


From BOI Fair 2011 seminar under the topic of nanotechnology development for new industrial sector,  www.knownano.org was announced to launch under the responsibility of the NanoSafety Information Center of Thailand (NICT), Chulalongkorn University Dr. Lerson Thanasukarn, Director of NICT expected this website will help to generate the knowledge management (KM) for Thai society to raise the nanosafety awareness as well as knowledge to deal with comming this ultra fine technology and products in future of Thai population. He also stated the issues of the policy formation for nanosafety should consider 3 main topic as followed. 1) policy, itself, should help to built and support the KM for nanosafety in society, 2) generate strength and encourage public participation, and 3) reinforced the regulations and mechanism development that help to monitor and enforce the existing law and regulations. 

ที่มา: http://knownano.org

วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2554

Why nanoparticles are less concerned from public?

นักวิจัยจาก North Carolina State University ศึกษาเปรียบเทียบการรับรู้ความเสี่ยงของอนุภาคนาโนมีความเสี่ยงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกัยสิ่งแวดล้อม สุขภาพและความปลอดภัย พบว่าประชาชนทั่วไปคิดว่าการสสัมผัสรังสี ultraviolet เพราะถูกแดดก่อใ้ห้ิืเกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนมากกว่าการสัมผัสกับอนุภาคนาโนนา การศึกษานี้ได้เปรียบเทียบการรับรู้ของผู้ตอบแบบสำรวจกับความเสี่ยงด้านต่างๆ 23 ประเภทรวมทั้งการสัมผัสอนุภาคนาโน ซึ่งนักวิจัยพบว่าการรับรู้ของสาธารณะด้านความเสี่ยงจากอนุภาคนาโนค่อนข้างต่ำ
"ตัวอย่างเช่น ประภทของความเสี่ยงต่อสุขภาพ 19 ประเภท เช่น การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล การสูบบุหรี่ การใช้พลังงานนิวเคลียร์ โดย ดร. Andrew Binder ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารจากมหาวิทยาลัย North Carolina State และเป็นผู้เขียนร่วมในบทความวิชาการนี้ได้อธิบายถึงการศึกษาว่า "การสัมผัสกับอนุภาคนาโนถูกมองว่ามีความเสี่ยงมากกว่าการใช้โทรศัพท์มือถือ, การถ่ายเลือด, การเดินทางทางอากาศเชิงพาณิชย์และการแพทย์รังสีเอกซ์"
ในความเป็นจริงร้อยละ 60 ของผู้ตอบแบบสอบถามรู้สึกว่าอนุภาคนาโนไม่มีควา่มเสี่ยงต่อสุขภาพหรือมีความเสี่ยงต่อสุขภาพเพียงเล็กน้อย ในการศึกษานี้นักวิจัยพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 307 คนทั่วประเทศคิดว่าอนุภาคนาโนมีความเสี่ยงน้อยเมื่อเทียบกับความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนประเด็นอื่น เช่นโรคอ้วน, การสูบบุหรี่โดยใช้โทรศัพท์มือถือและพลังงานนิวเคลียร์ ดร. David Berube, ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารจากมหาวิทยาลัย North Carolina State และเป็นผู้เขียนนำในบทความวิชาการนี้กล่าวว่า "ในขณะที่มันยังคงไม่ชัดเจนว่าอนุภาคนาโนมีความปลอดภัยหรือไม่ประชาชนทั่วไปจะไม่มีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้"

สำหรับผู้เขียน ประเด็นนี้ถูกค้นพบในงานวิจัยของผมที่เพิ่งได้รับการตีพิีมพ์ไปเช่นเดียวกัน ว่าตราบใดที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบกับสุขภาพโดยเฉพาะภาครัฐและสื่อมวลชนยังไม่สามารถสื่อสารประเด็นความปลอดภัยของอนุภาคนาโน(ในสินค้า)กับสุขภาพของประชาชนให้ชัดเจนขึ้นไม่ไ้ด้ สาธารณชนก็จะมองไม่เห็นถึงความเสี่ยงและไม่สนใจที่จะควบคุมหรือป้องกันตนเองจากความเสี่ยงประเภทนี้ ซึ่งประเด็นเรื่องความเสี่ยงด้านสุขภาพก็จะถูกจำกัดวงแต่เฉพาะนักวิชาการผู้มีความรู้เท่านั้น

Researchers from North Carolina State University study risk perception of nanoparticles compare with other risks associated to Environment, Health and Safety (EHS) and found that people generally think ultraviolet rays exposure from sunlight more operating risk to the health of people more than nanoparticles. This study compared the perceptions of respondents about 23 different types of risks, including exposure to nanoparticles. The researchers found that the public perception of risk from nanoparticles is relatively low.
"For example there are about 19 different health risks such as drink Alcohol beverage, smoking and use of nuclear energy" Dr. Andrew Binder assistant professor of communication from North Carolina State University as the co- author who participated in this article describes a study that "The exposure to nanoparticles are seen as a risk more than using a mobile phone, blood transfusion, commercial air travel and medical X-rays only."
In fact, 60 percent of respondents felt that there is no risk associated with nanoparticles to health or there are only health risks slightly. In this study, the researchers found that 307 respondents around US think that the nanoparticles are less risky compared to the risk to public health from other issues such as obesity, smoking, using mobile phones and nuclear power. Dr. David Berube, a professor of communications from the University of North Carolina State who is main author of the articles said. "While it remains unclear whether nanoparticles are safe, the general public will not worry about it."
For me, this issue was also discovered in my publication that as long as the authorized agency for health, particularly government and the broadcasting media are not able to communicate security issues between the nanoparticles (in products) and health of the public to clear up public understanding. The public will not see the risks and have no interest in or perpare to protect themselves from this kind of risk. The issue of health risks will be limited, and circulate among scholars who have knowledge only.

วันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

European first respiratory of nanomaterials


สถาบัน Joint Research Centre (JRC) ภายใต้คณะกรรมมาธิการแห่งสหภาพยุโรป (European Commission) ได้ประกาศแผนงานครั้งแรกในยุโรปเกี่ยวกับการเก็บฐานข้อมูลของวัสดุนาโน JRC ได้มีแผนการที่จะให้ยุโรปมีการรวบรวมฐานข้อมูลด้านวัสดุนาโนทั้งหมด ที่จะถือว่าขณะนี้มีการใช้ในปริมาณที่ชัดเจนในสินค้าอุปโภคบริโภค โดยกำหนดวัสดุที่จะใช้เป็นจุดอ้างอิงโดยห้องปฏิบัติการเพื่อดำเนินการด้านมาตรฐานและประเมินความปลอดภัยในวัสดุนาโน เพื่อให้แน่ใจว่าผลวิจัยของพวกเขาสามารถเทียบเคียงกับของห้องปฏิบัติการอื่น JRC กล่าวว่าแผนงานครั้งนี้กำหนดขึ้นตามความเห็นชอบโดยผู้เชี่ยวชาญในองค์กรมาตรฐานสากล ฐานข้อมูลใหม่นี้จะรวมถึงในหมู่วัสดุอื่น ๆ , ท่อนาโนคาร์บอนอนุภาคเงิน, ไทเทเนียมออกไซด์, ซีเรียมออกไซด์, ออกไซด์สังกะสี, เบนโทไนท์, ทอง, และซิลิคอนไดออกไซด์ (For english version please press on this title)

ที่มา: http://ec.europa.eu (For english version please press on this title)

สำหรับประเทศไทย เรากำลังดำเนินการด้าน nanosafety เช่นเดียวกัน เพียงแต่คงต้องรอกันหน่อยกว่าที่จะมีการผ่านร่างกฎหมาย ในขณะที่สินค้าที่ผสมวัสดุนาโน (แท้และเทียม) ก็มีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่น่าเป็นห่วงคือถ้ามุมมองต่อคำว่า "นาโน" เริ่มติดลบเหมือน "GMOs" สินค้าที่ใช้วัสดุนาโนอาจจะเลี่ยงหรือไม่บอกว่าใช้นาโนเทคโนโลยี ซึ่งหวังว่าประเด็นนี้กฎหมายหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรต้องติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป

For Thailand We are working on the same "nanosafety" issue but still have to wait to pass it regulation from the Bill. While mixing nano-products. (Real and artificial) has also been a growing amount. As I concerned, if the view of the word "nano" become more negative just like "GMOs". For products that use nanotechnology materials may be avoid or do not say that they are or they use nanotechnology. I hope our laws or other stakeholders should be closelytracking this emerging issues.


วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Nanotechnology Long-term Impacts and Research Directions: 2000-2020 (1)

ย้อนไปเมื่อปีที่แล้วในขณะที่ผู้เขียนกำลังทำวิทยานิพนธ์พันธุ์ผสมระหว่างประเด็นเรื่องนาโนเทคโนโลยีและประชากร ผู้เขียนได้สมัครเป็นสมาชิกในเครือข่าย Consortium for Science, Policy & Outcomes (CSPO) ภายใต้กรอบการดำิเินินงานของ the Center for Nanotechnology in Society, Arizona State University (CNS-ASU) และได้มีโอกาสนำเสนองานของตนเองในอินเดียปีก่อนก็จากข่าวสารที่ทาง CNS-ASU แจ้งมาให้ทราบนั่นเอง เมื่อวาน ผู้เขียนก็ได้รับเมลล์จาก Administrative Associate ของ CNS-ASU อีกครั้ง เกี่ยวกับว่ากำลังจะมีการสรุป workshop แผนและทิศทางการวิจัยด้านนาโนเทคโนโลยีของสหรัฐในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยขอให้สมาชิกที่อยู่ในเครือข่าย CNS-ASU (รวมถึงผู้เขียน) ช่วยกันวิพากษ์ข้อสรุปสุดท้ายในบทที่ 13 ของรายงานก่อนที่จะตีพิมพ์ใน springker ซึ่ง workshop ได้มีการจัดทำไปแล้ว 5 ครั้งตลอดทั้งปีทั้งในหลายประเทศ รายงานฉบับนี้จะครอบคลุมประเด็นที่เกี่ยวกับนาโนเทคโนโลยี ได้แก่ แบบจำลอง เครื่องมือ การตั้งมาตราฐาน กระบวนการสังเคราะห์ สิ่งแวดล้อม สุขภาพและความปลอดภัย น้ำ อาหารและภูมิิอากาศ พลังงาน ยา อุปกรณ์อิเลคโทรนิกส์ ตัวเร่งปฏิกริยา (กำลังมาแรงในวงการนี้) วัสดุศาสตร์ การเตรียมพร้อมด้านทุนมนุษย์ การศึกษา นวัตกรรมและนโยบาย จะเห็นได้ว่าแผนฯ ดังกล่าวครอบคลุมหลายมิติทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยกลุ่มของสมาชิก CNS-ASU ได้นำเสนอประเด็นด้านนวัตกรรมและนโยบายด้านนาโนเทคโนโลยี แต่สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้เขียนคือการเตรียมทุนมนุษย์เพราะเท่าที่ทราบรัฐเพนซิวาเนียประกาศว่านาโนเทคโนโลยีจะเป็นอุตสาหกรรมหลักของรัฐ (โดยเฉพาะการทำ accreditation สำหรับแรงงาน) ซึ่งระหว่างนี้คงต้องคอยดูกันไปว่าผลสรุปจะเป็นอย่างไร แล้วผู้เขียนจะหาโอกาสมานำเสนอในโอกาสต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

วัสดุฉลาด Multiple Memory Material Technology

วัสดุฉลาด Multiple Memory Material Technology ซึ่งพัฒนาโดย University of Waterloo กำลังกลายเป็นหนึ่งของความคาดหวังที่จะเห็นวัสดุที่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม กรณีแรกนี้คือเรื่องของอุณหภูมิวัสดุที่เรียกว่า shape memory alloys นี้สามารถจดจำสถานะรูปแบบที่อุณหภูมิต่างๆได้ (ภาพประกอบในyoutube)
http://www.youtube.com/watch?v=GF6bUEVPMW0ในฐานะของผู้ที่เคยร่ำเรียนมาทาง
การออกแบบผู้เขียนมองว่าวัสดุแบบนี้ถ้านำมาใช้กับอาคารในอนาคตน่าจะเป็นผนังหรือหลังคาที่
สามารถขยับเพื่อหลบเลี่ยงแสงแดดได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาพลังงานกลอย่างอื่นถ้าสามารถลดต้นทุน
และนำมาผลิตได้จริงคงปฏิวัติอุตสหกรรมก่อสร้างไปอีกรูปแบบหนึ่ง หรืออาจจะก้าวเข้าสู่ยุค
organic architectecture หรืออย่างที่
John M Johansen เคยกล่าวไว้ ไปอีกขั้นก็เป็นได้ครับ

ที่มา: nanowerk.com

วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

แผนงานวิทยาศาสตร์และนาโนเทคโนโลยีของสหภาพยุโรป

แผนงานวิทยาศาสตร์นาโนและเทคโนโลยีนาโนสำหรับ ยุโรป (ค.ศ. 2005 - 2009) ระบุว่าจะสนับสนุนความร่วมมือระดับสากลในการแลกเปลี่ยนความรู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องว่างและความแตกต่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ในสหภาพ ยุโรป การดำเนินงานครอบคลุมถึงการวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรมนุษย์ที่เกี่ยวข้องทางด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เทคโนโลยีชีวภาพนาโน การแพทย์นาโน พิษวิทยานาโนและพิษวิทยานาโนเชิงนิเวศน์ สารเคมี อวกาศ รวมถึงมาตรวิทยานาโน และจะมีการจัดทำระบบติดตามสิทธิบัตรในสาขาวิทยาศาสตร์นาโนและเทคโนโลยีนาโน ด้วย

เทคโนโลยีนาโนนับว่าเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจ และเคลื่อนเข้ามาสู่ชีวิตประจำวันมากขึ้นทุกขณะ เนื่องจากปัจจุบันมีการศึกษาค้นคว้า การต่อยอดเทคโนโลยีและวิชาการที่เกี่ยวข้อง ที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาวัสดุให้มีคุณสมบัติที่ประสงค์ รวมทั้งการสร้างเครื่องมือและปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงมาใช้ทดแทน หรือนำไปแก้ไขปัญหาต่างๆ ในหลายแขนงได้อย่างน่าอัศจรรย์ เทคโนโลยีนาโนจึงเป็นวิทยาการที่สร้างสรรค์จากการวิจัยและพัฒนาที่มีความ ก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดในปัจจุบัน

การพัฒนาวิทยาศาสตร์นาโนและเทคโนโลยีนาโนในหลายสาขาพร้อมๆ กัน เป็นการเสริมศักยภาพซึ่งกันและกัน และได้มีการนำมาประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ซึ่งขณะนี้ได้มีการพัฒนาวัสดุนาโนที่ลดต้นทุนในการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ รวมทั้งยังมีโอกาสที่จะพัฒนาตัวนำยิ่งยวด ตัวเก็บและจ่ายไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ ในการทำน้ำสะอาด เทคโนโลยีนาโนก็มีโอกาสที่จะพัฒนาการกลั่นน้ำราคาถูก ระบบกรองน้ำที่เหมาะสม ทางด้านการแพทย์ เทคโนโลยีนาโนได้มีการนำไปใช้ในการวินิจฉัยและรักษาโรค สำหรับการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม จะมีการพัฒนาตัวรับสัญญาณระดับนาโนที่มีความไวในการรับสัญญาณสูง และในอนาคตเสมือนว่าจะไม่มีของเสียเคมีตกค้างในระบบการผลิตเคมีภัณฑ์นาโน เนื่องจากระบบนาโนมีความถูกต้องถึงระดับโมเลกุล การใช้เทคโนโลยีนาโนสำหรับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจะช่วยในการพัฒนา ระบบที่มีความสามารถสูงและจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการใช้งานลดลงด้วย ทางด้านอวกาศ เทคโนโลยีนาโนสามารถนำไปพัฒนาวัสดุที่ใช้ทำโครงสร้างยานอวกาศ เชื้อเพลิงยานอวกาศ รวมถึงชุดอวกาศที่มีประสิทธิภาพมากกว่าปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีการผลิตแหล่งกำเนิดประจุไฟฟ้าลบที่มีการกระจายของพลังงานต่ำมาก ที่จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย ตลอดจนการพัฒนามาตรวิทยาในระดับนาโนเพื่อการวัดที่มีความถูกต้องและเที่ยง ตรงอีกด้วย

สหภาพยุโรปได้มีการพัฒนางานทางด้านวิทยา ศาสตร์นาโนและเทคโนโลยีนาโนที่สำคัญในหลายสาขา อาทิ ทางด้านการแพทย์ได้มีวิสัยทัศน์ภายในปี ค.ศ. 2020 เกี่ยวกับเรื่องนี้ใน 3 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย (1) การวินิจฉัยที่อิงนาโนเทคโนโลยี ทั้งที่เป็นการวินิจฉัยนอกร่างกายและในร่างกายมนุษย์ ให้สามารถวินิจฉัยโรคได้ตั้งระยะแรกเริ่มที่สุดถึงระดับเซลส์ โดยมีผลการตรวจที่มีความเชื่อถือได้สูง (2) การพัฒนาวัสดุและกระบวนการนำยาไปสู่อวัยวะหรือบริเวณเป้าหมายที่จะรักษาได้ อย่างแม่นยำและสามารถควบคุมได้ จึงมีแนวโน้มว่าในอนาคตจะสามารถพัฒนาไปสู่การซ่อมแซมดีเอ็นเอและเซลส์ของ มนุษย์ได้ ซึ่งเป็นวิถีทางหนึ่งที่จะนำมาใช้ในการรักษาโรคทางพันธุกรรม และ (3) การรักษาโรคที่เกิดจากการเสื่อมของระบบประสาท ที่สำคัญคือ โรคพาร์กินสัน (Parkinson) โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) และโรคที่เกี่ยวกับไขสันหลัง เป็นต้น

แผนงานวิทยา ศาสตร์นาโนและเทคโนโลยีนาโนสำหรับยุโรป (ค.ศ. 2005 - 2009) ระบุว่าจะสนับสนุนความร่วมมือระดับสากลในการแลกเปลี่ยนความรู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องว่างและความแตกต่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ในสหภาพ ยุโรป การดำเนินงานครอบคลุมถึงการวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรมนุษย์ที่เกี่ยวข้องทางด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เทคโนโลยีชีวภาพนาโน การแพทย์นาโน พิษวิทยานาโนและพิษวิทยานาโนเชิงนิเวศน์ สารเคมี อวกาศ รวมถึงมาตรวิทยานาโน และจะมีการจัดทำระบบติดตามสิทธิบัตรในสาขาวิทยาศาสตร์นาโนและเทคโนโลยีนาโน ด้วย คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปจะสนับสนุนให้บริษัทเอกชนรับช่วงนวัตกรรมที่เกิด ขึ้น พร้อมกับให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเข้ามามีส่วนร่วมในขั้นตอนของการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผลการวิจัยที่ภาคการศึกษาดำเนินการแล้วเสร็จ เพื่อการขยายผลสู่เชิงพาณิชย์ ทั้งนี้จะคำนึงถึงความปลอดภัยต่อผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่จะวางสู่ตลาด โดยการปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และข้อบังคับของสหภาพยุโรปที่เกี่ยวข้องกับรายละเอียดในแต่ละผลิตภัณฑ์ด้วย

กล่าวได้ว่า ในทศวรรษนี้มีผลิตภัณฑ์จากผลงานด้านวิทยาศาสตร์นาโนและเทคโนโลยีนาโนออกสู่ ตลาดโลกนับแสนล้านยูโร รวมทั้งการพัฒนาวัสดุและสารที่มีคุณสมบัติดีกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่ามา ใช้ทดแทนส่วนประกอบที่เป็นอันตรายที่ใช้ในปัจจุบัน อาทิ ในเครื่องหอมและเครื่องสำอางค์ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีการแข่งขันที่สูงมากในตลาดโลก คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปจึงมีแนวคิดที่จะสนับสนุนการสร้างความร่วมมือทาง ด้านการวิจัยและพัฒนาในสาขานี้ รวมทั้งการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม โดยเชื่อมโยงระหว่างภาคเศรษฐกิจ การศึกษา และการสร้างเสริมนวัตกรรม ซึ่งในกรอบแผนงานฉบับที่ 7 (ค.ศ. 2007 - 2013) ของสหภาพยุโรปได้กำหนดให้ “วิทยาศาสตร์นาโน เทคโนโลยีนาโน เทคโนโลยีวัสดุและผลิตภัณฑ์ใหม่”เป็นกลุ่มหัวข้อสำคัญ ซึ่งให้เงินสนับสนุนสูงถึง 3.5 พันล้านยูโร โดยเน้นการพัฒนาอนุภาคนาโนด้านสุขภาพมนุษย์ และสิ่งแวดล้อมร่วมกับการศึกษาทางด้านพิษวิทยา รวมทั้งการพัฒนาวิธีการและเครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับการติดตาม ครอบคลุมถึงการพัฒนาเครื่องมือวัดแบบพกพาด้วย สำหรับนาโนอิเล็กทรอนิกส์อยู่ภายใต้หัวข้อเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นอกจากนี้จะบูรณาการเทคโนโลยีดังกล่าวสู่การประยุกต์ใช้ทางด้านอุตสาหกรรม ตลอดจนสร้างเสริมขีดความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์นาโนและเทคโนโลยีนาโนของ สหภาพยุโรปให้เป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญในสาขาต่างๆ อาทิ การแพทย์นาโน เคมียั่งยืน และอวกาศด้วย

แม้ ว่าเทคโนโลยีนาโนจะมีคุณอนันต์ แต่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายต่างก็มีความเชื่อว่าจะมีโทษมหันต์ด้วยเช่นกัน หากผู้ที่ทำงานซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตเหล่านั้นสัมผัสกับวัสดุนาโน โดยตรงและปราศจากความระมัดระวัง เนื่องจากอนุภาคที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนี้มีขนาดเล็กกว่าเซลส์มาก จึงมีโอกาสที่จะซึมเข้าสู่ร่างกายของผู้ที่สัมผัสโดยไม่รู้ตัว คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปก็คำนึงถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ จึงได้จัดทำเว็ปไซท์เพื่อเป็นเวทีเสวนาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการระหว่างนักวิทยาศาสตร์ ผู้จัดทำนโยบายและสาธารณชน เกี่ยวกับประโยชน์และผลกระทบที่อาจจะเป็นไปได้ อันมีสาเหตุมาจากวิทยาศาสตร์นาโนและเทคโนโลยีนาโน รวมทั้งได้มีการศึกษาแนวทางในการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสารและ วัสดุ รวมทั้งเครื่องมือ เพื่อเตรียมการและป้องกันปัญหาที่อาจจะขึ้นจากการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง

เทคโนโลยีนาโนเป็นสหวิทยาการที่นับว่าใช้ความรู้ที่เกิด ขึ้นใหม่ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าและมีความเป็น พลวัตสูงมาก เป็นเทคโนโลยีที่มีผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ที่ยังมีช่องว่างและความแตกต่างขององค์ความรู้ระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้ว กับประเทศกำลังพัฒนาอย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในด้านที่ดีแล้ว อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นสาขาการวิจัยและพัฒนาที่เป็นโอกาสในการสร้างสรรค์นวัต กรรมของนานาอารยประเทศ สหภาพยุโรปเป็นกลุ่มประเทศที่มีความเข้มแข็งทางด้านวิทยาศาสตร์นาโนและ เทคโนโลยีนาโนในหลายสาขา ที่ได้กำหนดแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถของภูมิภาคอย่างจริงจัง เป็นระบบและต่อเนื่อง ประเทศไทยน่าจะแสวงหาแนวทางในการสร้างความร่วมมือ ที่จะร่วมกันสร้างสรรค์องค์ความรู้ หรือสร้างเสริมขีดความสามารถนักวิจัยในสาขาที่ประเทศไทยมีความต้องการและมี ศักยภาพ สำหรับการพัฒนาต่อยอดในลำดับต่อไป เพื่อว่าสักวันหนึ่งในอนาคตประเทศไทยอาจจะเป็น “เจ้าของเทคโนโลยีนาโน” ในบางสาขาก็ได้

ที่มา: Office of Science & Technology, Brussels

วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553

สังคมสูงอายุกับนาโนเทคโนโลยี(1)

องค์การสหประชาชาติ (UN) ให้นิยามว่าประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจะมีประชากรอายุ60ปีขึ้นไป
เป็นสัดส่วนเกิน 10% หรือมีประชากรอายุเกิน 65 ปีขึ้นไปเป็นสัดส่วนมากกว่า 7% และจะเป็นสังคม
ผู้สูงอายุสมบูรณ์เมื่อมีสัดส่วนทั้งสองเพิ่มเป็น 2 เท่าจากข้อมูลเผยแพร่ของกรมการปกครอง
กระทรวงมหาดไทยระบุว่าในปี 2563 ประเทศไทยของเราจะมีสัดส่วนของคนแก่มากกว่าเด็ก
เป็นครั้งแรก นอกจากนี้รายงานการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย 2543-2573 โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศค) ระบุว่าปี 2553 เรามีประชากร
อายุ 60 ปีขึ้นไป 11.9% และสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 25%ในปี 2573 หมายความว่า
สังคมไทยกำลังจะกลายเป็นสังคมสูงอายุสมบูรณ์ในอีก 20 ปีข้างหน้าที่ผู้เขียนหยิบยกประเด็นดังกล่าวมา
เพราะปัญหานี้เป็นปัญหาระดับนานาชาติเพราะการมีผู้สูงอายุไม่สมดุลย์กับกำลังแรงงานจะมีผลกระทบ
อย่างมากต่อระบบสวัสดิการและเศรษฐกิจของประเทศซึ่งในญี่ปุ่นและยุโรปกำลังประสบปัญหาดังกล่าว

ในขณะที่นานาชาติกำลังหาทางแก้ไขปัญหาเชิงสังคมดังกล่าว ปัญหาหนึ่งที่ตามมากับการมีอายุที่สูงขึ้น
คือการเจ็บป่วยและการถดถอยทางสุขภาพของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะปัญหาสมรรถภาพทางสายทำให้

The Russian Corporation of Nanotechnologies (RUSNANO) ภายใต้นโยบายในกำกับของ
รัฐบาลรัสเซียไ้ด้มอบทุนวิจัยประมาณ1.83 พันล้านรูเบิ้ล (58.5 ล้านเหรียญสหรัฐ)ให้กับโครงการวิจัย
ของ
Dr. Skulachev ผู้อำนวยการของthe A.N. Belozersky Research Institute of
Physico-Chemical Biology ในการพัฒนายาที่ใช้ในการรักษาโีรคที่เกี่ยวกับความเสื่อมทางสายตา
โดยเรียกนวัตกรรมนี้ว่า the Skulachev ions (SkQ) ซึ่งเป็นประจุบวกต้านอนุมูลอิสระขนาด 1.5
นาโนเมตรและมีคุณสมบัติต้านน้ำ(hydrophobic)ทำให้สามารถผ่านเนื้อเยื่อ mitocondrian โดยไม่
สลาย และการทดสอบในสัตว์ทดลองพบว่ายารักษาโรคที่เกี่ยวกับทางสายตาบนพื้นฐานของนวัตกรรมนี้
สามารถป้องกันการเิกิดต้อหินและหยุดความเสื่อมของจอตาที่เกี่ยวกับอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างได้ผลและสามารถ
ขยายผลไปสู่ความเจ็บป่วยที่เกี่ยวกับการมีอายุเพิ่มขึ้นเช่น โรคหัวใจหลอดเลือด โรคกระดูกพรุนและโรค
ไขข้อและโครงการจะได้รับการพิจารณาขยายงบวิจัยเพิ่มอีก 22.7 ล้านเหรียญสหรัฐจาก RUSNANO

และคาดว่ายาดังกล่าวจะสามารถวางจำหน่ายในตลาดได้ภายในปี 2013 โดยบริษัท Mitotech ซึ่งทำงาน
ด้าน nanomedicine ร่วมกับ Moscow State University ระยะหลังจากที่ผู้เขียนมีเวลาทบทวน
นโยบายด้านการพัฒนานาโนเทคโนโลยีในประเทศต่างๆเพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมีแนวโน้มว่านาโนเทคโนโลยีกับเืรื่องของสุขภาพและวิทยาศาสตร์การแพทย์ดูจะเป็นการวิจัยที่เข้มข้นและมีผลิตภัณฑ์ออกสู่สาธารณะมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่มา: www.nanowerk.com